6 เคล็ดลับ ฟิตกล้ามเนื้อสำหรับหนุ่มๆ

6 เคล็ดลับ ฟิตกล้ามเนื้อสำหรับหนุ่มๆ การดูแลสุขภาพเบื้องต้น วิธีและเทคนิคการวิ่ง เสพติดการวิ่ง

การมีร่างกายที่มีลอนกล้าม ล้วนเป็นที่ปรารถนาของชายหนุ่มหลายๆ คน แต่การสร้างกล้ามนั้นเป็นที่รู้กันอยู่ว่าต้องใช้ระยะเวลาค่อนข้างมาก ยิ่งเป็นคนที่ค่อนข้างผอมแล้วละก็อาจต้องใช้เวลานานเป็นระยะเวลาหลายเดือนเลยทีเดียว 1.เน้นการบริหารที่ต้องใช้กำลังเยอะ การบริหารร่างกายหลายๆ ส่วนจะเป็นที่รู้จักกันดีในหมู่ผู้เข้าฟิตเนส คือการออกกำลังด้วยท่า compoubd Lift เป็นการบริหารที่ใช้กล้ามเนื้อหลายส่วนพร้อมๆกัน ซึ่งมีทั้ง Squat , deadlift , bench press , military press , row , pull up ซึ่งการบริหารเหล่านี้ยังเป็นการบริหารที่ช่วยให้ระดับฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนเพิ่มขึ้นช่วยในการกระตุ้นการเจริญเติบโตของกล้ามเนื้อได้ดียิ่งขึ้น 2.การเพิ่มจำนวน การออกกำลังกายในวัยเด็กเราอาจใช้การเพิ่มจำนวนครั้งเพื่อให้ร่างกายอึดขึ้น แต่การเพิ่มกล้ามเนื้อนั้นต้องใช้การบริหารเป็นเซต ซึ่งในการเพิ่มจำนวนก็ควรใช้การเพิ่มเป็นเซตแทนการเพิ่มจำนวนครั้ง เช่น ใน 1 เซตคือการออกกำลังนาน 30 วินาที โดยไม่นับครั้ง เป็นการเร่งฮอร์โมนที่จะช่วยทำให้กล้ามเนื้อแน่นขึ้นได้เป็นอย่างดีอีกด้วย 3.เพิ่มความแข็งแรงให้กับร่างกาย ในการออกกำลังกายที่ต้องใช้อุปกรณ์เพิ่มน้ำหนักให้ลองใส่น้ำหนักให้เพิ่มขึ้นทุกครั้งที่ต้องยก และทานอาหารที่เหมาะสมกับการสร้างกล้ามเนื้อรับรองได้เลยว่ากล้ามที่ฝันอยู่อีกไม่ไกลแน่นอน 4.คำนวนแคลอรี่ ในการปั้นกล้ามนั้นการทานอาหารก็เป็นหลักสำคัญเช่นกัน เพราะจะมีการปรับการทานอาหารให้มากขึ้นโดยอาหารที่ทานนั้นจะเน้นพวกอาหารที่เอื้อกับการสร้างกล้ามเนื้อและแคลอรี่ต้องไม่มากจนทำให้กลายเป็นไขมัน แต่หากอยากให้ชัวร์ลองใช้บริการของทางฟิตเนสก็ได้เช่นกัน 5.ทานโปรตีนให้พอ การทานโปรตีนที่เหมาะสมคือการทานให้ได้ 1.5 เท่าของน้ำหนักตัวซึ่งโปรตีนเหล่านั้นต้องไม่มีการปรุงที่รสจัดเกินไป หรือไม่ต้องปรุงเลยเพราะโปรตีนเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการสร้างกล้ามเนื้อนั่นเอง โดยโปรตีนที่นักเล่นกล้าม ส่วนใหญ่แนะนำคือโปรตีนจากอกไก่ไม่มีหนัง และปลาซึ่งให้โปรตีนที่สูงมาก […]

5 สิ่งที่ไม่ควรทำเพื่อป้องกันการเกิดโรคไต

5 สิ่งที่ไม่ควรทำเพื่อป้องกันการเกิดโรคไต การดูแลสุขภาพเบื้องต้นวิธีและเทคนิคการวิ่งเสพติดวิ่ง

นอกจากโรคมะเร็งที่มักพบเจอกันเป็นอย่างมากในปัจจุบันแล้ว โรคอีกโรคหนึ่งที่ถือเป็นอาการป่วยยอดฮิตที่มีคนเป็นกันมากในปัจจุบันนั่นก็คือโรคไต ซึ่งถือว่าเป็นอวัยวะที่สำคัญมากเพราะทำหน้าที่ในการฟอกเลือดของร่างกายทั้งหมด ทำให้ต้องรับสารพิษต่างๆที่ร่างกายรับเข้าไป ด้วยเหตุนี้เองหากท่านดูแลร่างกายไม่ดีรับประทานหรือเอาสารพิษเข้าไปในร่างกายเป็นจำนวนมากไปย่อมทำงานหนักและเกิดอาการไตวายได้ในที่สุด ในบทความนี้จึงขอนำท่านไปรับทราบสิ่งที่ไม่ควรทำเพื่อป้องกันการเกิดโรคไต 1.หลีกเลี่ยงการทานอาหารประเภทรสจัด ว่ากันว่าประเทศญี่ปุ่นทำอาหารเป็นศิลปะ ประเทศจีนทำอาหารเป็นยา ส่วนประเทศไทยทำอาหารเพื่อเอารสชาติเป็นหลัก ซึ่งก็คงจะมีความจริงเพราะอาหารหลายชนิดของเรานั้นเป็นประเภทเปรี้ยวหวานมันและเค็มมากเป็นพิเศษ เพื่อให้อาหารออกรสออกชาติตามต้องการ อย่างไรก็ตามการรับประทานอาหารรสจัดมากหรือสม่ำเสมอแทบทุกวันก็มีโอกาสสูงที่จะทำให้ไตได้รับความเสียหายและตับถูกทำลาย เพราะต้องทำหน้าที่คัดกรองสารอาหารเหล่านี้อยู่เป็นประจำ ด้วยเหตุนี้ เองหากท่านต้องการรักษาสุขภาพให้แข็งแรงจึงไม่ควรรับประทานอาหารเหล่านี้เข้าไปให้ไตต้องทำงานหนักจนเกินไป ควรเลือกรับประทานอาหารแต่รสอ่อนๆเป็นหลัก 2.อย่าละเลยการดื่มน้ำ ไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อที่มีคนมักจะลืมดื่มน้ำ ทั้งที่น้ำเปล่าถือเป็นส่วนประกอบสำคัญของร่างกายคุณอาจขาดอาหารได้หลายวันแต่จะขาดน้ำไปไม่ได้เลย เพราะเพียงไม่กี่วันน้ำร่างกายคุณก็อาจจะเสียชีวิตลงได้ และแน่นอนว่าน้ำส่งผลต่อความสามารถในการทำงานของไต หากร่างกายขาดน้ำเป็นจำนวนมากหรือบ่อยครั้งใดก็จะเสื่อมสมรรถภาพลงอย่างรวดเร็วเพราะมีน้ำที่ไตจะใช้ในการฟอกของเสียและสารพิษที่ไม่ดีน้อยนั่นเอง 3.ปล่อยให้ร่างกายมีอาการความดันโลหิตสูง ผู้ที่มีอาการความดันโลหิตสูงนั้นถือว่าเป็นผู้ที่เสี่ยงจะเกิดอาการโรคไตเป็นอย่างมากในทางด้านการแพทย์โดยเฉพาะอาการไตวาย ด้วยเหตุนี้เอง การควบคุมดูแลร่างกายให้เกิดโรคความดันโลหิตสูง อาทิ การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอให้แข็งแรง การพบแพทย์และรับประทานยาควบคุมความดันโลหิตอยู่เสมอในคนที่เกิดโรคความดันโลหิตสูงก็เป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอาการไตวาย 4.อย่าให้ร่างกายและจิตใจทำงานหนักจนเกินไป ว่ากันว่าสุขภาพร่างกายนั้นสัมพันธ์โดยตรงต่อจิตใจ หากจิตใจของคนเราเหนื่อยเมื่อยล้าและเครียดมากจนเกินไปย่อมส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการทำงานของร่างกาย หาคนที่ต้องใช้ทั้งร่างกายและจิตใจในการทำงานหนักในแต่ละวันติดต่อกันบ่อยครั้งย่อมทำให้ร่างกายและจิตใจโทรมหนักเข้าไปพร้อม ๆ กัน และแน่นอนมันย่อมจะเป็นบ่อเกิดที่สำคัญในการเกิดโรคไตได้อีกด้วย ดังจะเห็นได้ว่ามีผู้บริหารบริษัทใหญ่โตหลายแห่งป่วยเป็นโรคนี้บ่อยครับเนื่องจากทุกทีทำงานมากจนเกินไปจนร่างกายและจิตใจรับไม่ไหวนั่นเอง 5.อย่าละเลยการออกกำลังกาย จากที่เราได้กล่าวไปก่อนหน้านี้จะเห็นได้ว่าสุขภาพร่างกายนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญและส่งผลต่อการทำงานของไต ตัวเองให้การรู้จักออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอช่วยให้ร่างกายได้มีการเผาผลาญพลังงานรวมทั้งการผลัดเปลี่ยนสร้างเซลล์กล้ามเนื้อใหม่ๆที่แข็งแรงขึ้นมาก็เป็นสิ่งที่ช่วยให้หลีกเลี่ยงโรคภัยไข้เจ็บต่างๆไม่ว่าจะเป็นโรคไขมันสะสม โรคความดันโลหิตสูง ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงทำให้เกิดโรคไตได้นั่นเอง #โรคไต

การดูแลตับของคุณให้แข็งแรง

ตับถือเป็นอวัยวะที่สำคัญอีกอวัยวะหนึ่ง สำหรับคนทั่วไปอาจจะไม่เคยทราบมาก่อนว่าจริงๆแล้วตับเป็นอวัยวะภายในร่างกายที่มีขนาดใหญ่ที่สุดแล้วไม่นับโครงกระดูกของเรา มันมีหน้าที่สร้างสารที่สำคัญต่อร่างกายหลายอย่าง โดยเฉพาะโปรตีนที่จำเป็นต่อร่างกายการวิเคราะห์ และสังเคราะห์น้ำตาลกลูโคสกรดอะมิโน และโปรตีนไขมัน ทั้งหลายเพื่อช่วยให้วิตามินทำงานในร่างกายได้ดีขึ้น หากแต่เพราะการใช้ชีวิตในปัจจุบันทำให้คนเราเริ่มละเลยการดูแลตับบางคนเข้าสู่วัยกลางคนเพียงเท่านั้นก็มีอาการที่เรียกว่าตับพังเกิดขึ้น ในบทความนี้เราจึงขอพาท่านไปเรียนรู้ถึงวิธีการดูแลตับให้แข็งแรงดังต่อไปนี้ 1.รับประทานอาหารและน้ำดื่มที่สะอาดบริสุทธิ์ สาเหตุหนึ่งที่สำคัญสำหรับทำให้คนเป็นโรคตับนั่นก็คือการรับประทานอาหารและน้ำดื่มที่ไม่สะอาดซึ่งก่อให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บต่อตับหลายอย่างไม่ว่าจะเป็นเชื้อไวรัสตับอักเสบ หรือแม้แต่การทานอาหารที่สุกๆดิบๆไม่ปรุงให้สุกดีๆ ทางภาคอีสานซึ่งทำให้เกิดโรคพยาธิใบไม้ในตับ เป็นต้น ด้วยเหตุที่กล่าวข้างต้น เราจึงควรรับประทานอาหารครบทั้ง 5 หมู่และมีคุณภาพปลอดสารพิษจากเชื้อโรคที่ดื่มเข้าไปเพื่อให้มั่นใจว่าตับจะทำงานได้เต็มประสิทธิ 2.หลีกเลี่ยงการสัมผัสเลือดและการมีเพศสัมพันธ์แบบค่ำคืนเดียว แน่นอนถ้าคุณเป็นผู้ที่แต่งงานแล้วเราขอแนะนำให้คุณทำการตรวจร่างกายก่อนที่จะแต่งงานเพื่อหาทางรักษาและป้องกันโรคติดต่อ แต่หากคุณเป็นคนหนุ่มสาวที่ยังโสดอยู่ก็ขอให้หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์กับคำ่คืนเดียว หรือบุคคลที่แปลกหน้านักวิเคราะห์การสัมผัสเลือดและการมีเพศสัมพันธ์ทำให้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีได้ 3.เลิกสุราพาชีวิตแจ่มใส หลายคนชีวิตพังเพราะสุรา บางคนดื่มสุรามากจนกลายเป็นโรคพิษสุรา และแน่นอนว่าดีไม่พบอาการตับแข็ง ทั้งเสียการเสียงาน และชีวิตครอบครัว ด้วยเหตุนี้ การเลิกดื่มเหล้าจนติดเป็นนิสัยได้ก็จะดีมาก 4.ไม่รับประทานยาอย่างไม่ระมัดระวัง การรับประทานยาเป็นจำนวนมากอย่างไม่ระวังก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งซึ่งทำให้เกิดโรคในตับ เพราะมียาอะไรประเภทที่ส่งผลข้างเคียงต่อตับ ด้วยเหตุนี้เอง ถ้าเป็นไปได้จะรับประทานยาอะไรควรปรึกษาแพทย์เรียบร้อยก่อนว่าควรจะรับประทานหรือไม่และมีอันตรายส่งผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายและรับของเราหรือเปล่า 5.ระวังสารพิษต่างๆที่อาจเข้าสู่ร่างกาย ทุกวันนี้สารพิษต่างๆ ป่นเปื้อนอยู่รอบสภาพแวดล้อมของเราโดยไม่รู้ตัว ไม่ว่าจะเป็นยาดม ยาหม่อง อาหารหรือสถานที่ทำงานสถานที่ก่อสร้าง ด้วยเหตุนี้เอง เราควรจะหลีกเลี่ยงสถานที่ดังกล่าวและหาทางป้องกันเอาไว้เพื่อไม่ให้เกิดโรคตับได้ #โรคตับ #การดูแลตับ

โรคถุงลมโป่งพองโรคเรื้อรังที่ไม่มีทางรักษาหายขาด

โรคถุงลมโป่งพองโรคเรื้อรังที่ไม่มีทางรักษาหายขาด การดูแลสุขภาพเบื้องต้น วิธีและเทคนิคการวิ่ง เสพติดการวิ่ง

โรคถุงลมโป่งพอง เป็นโรคที่ประชาชนส่วนใหญ่จะเคยได้ยินชื่อกันมามาก หากแต่ชื่อเต็มๆของมันนั่นก็คือโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ซึ่งมักจะพบได้จากคนที่ชอบสูบบุหรี่จัดมากที่สุด อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกหลายสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคถุงลมโป่งพอง ไม่ว่าจะเป็นการรับสารพิษ และสูดดมสิ่งที่เป็นอันตรายต่อร่างกายเข้าไปเป็นระยะเวลานานติดต่อกัน ทำให้อวัยวะในส่วนถุงลมสูญเสียความสามารถในความยืดหยุ่นทำให้แตกหักและเสียหายได้โดยง่ายมาก เป็นสาเหตุให้ถุงลมไม่สามารถทำหน้าที่ในการแลกเปลี่ยนอากาศ ทำให้อากาศเข้าปอดน้อยลงเป็นอย่างมากกว่าที่ควรจะเป็น ซึ่งทำให้ก๊าซออกซิเจนเกิดรั่วผ่านผนังถุงลม และในขณะเดียวกันก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในกระแสเลือดก็จะซึมเข้ามาในถุงลมด้วยเช่นเดียวกัน ลักษณะอาการของโรคถุงลมโป่งพองที่แสดงออกมา อาการที่แสดงออกมาของโรคถุงลมโป่งพองนั้น จะมี 2 ลักษณะด้วยกัน นั่นก็คือ เกิดอาการเหนื่อยหอบได้ง่ายยิ่งทำงานหนักมากขึ้นเท่าไหร่ก็จะมีอาการเหนื่อยมากขึ้น แม้แต่ได้มีโอกาสนั่งพักอยู่ก็ยังเหนื่อยด้วยเช่นกัน มีอาการไอเรื้อรังออกมาเป็นเสมหะและจะไม่มีก็ได้ โดยเฉพาะในช่วงเช้า สิ่งที่น่ากลัวสำหรับอาการนี้นั่นก็คือในช่วงเริ่มแรกจะไม่แสดงอาการให้เห็นอย่างเด่นชัดจนกระทั่งอาการเริ่มหนักมากขึ้นจึงทำให้มีอาการหายใจลำบากเหนื่อยหอบอย่างหนักซึ่งการรักษาการในช่วงนี้ก็จะเริ่มรักษาอาการป่วยได้ยากมากยิ่งขึ้น กระบวนการรักษาโรคถุงลมโป่งพอง แม้ว่าในทางการแพทย์จะมีกระบวนการรักษาโรคถุงลมโป่งพองอยู่เช่นเดียวกัน แต่ก็ยังไม่สามารถรักษาอาการป่วยของโรคดังกล่าวให้หายขาดได้ มีเพียงแค่บรรเทาอาการให้ดีขึ้นเพื่อให้ปอดที่เกิดอาการป่วย ถูกทำละลายอย่างช้า ๆ ลง โดยการรักษาหลักๆจะมี 2 รูปแบบ ในส่วนแรกคือการใช้ยาขยายหลอดลม เพื่อช่วยให้คนไข้หายใจได้สะดวกมากยิ่งขึ้น ซึ่งยาดังกล่าว จะมีลักษณะเป็นยาพ่นสูดดมเข้าร่างกาย จากนั้นก็เป็นการดูแลร่างกายของผู้ป่วยในระยะยาวไม่ว่าจะเป็นการรู้จักเลิกสูบบุหรี่ และการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัด และโรคต่างๆที่อาจเข้ามาซ้ำเติมปอดของเราให้เกิดความเสียหายมากยิ่งขึ้นได้ เราขอแนะนำว่าวิธีที่ดีที่สุดนั่นก็คือ ควรจะรู้จักป้องกันและหลีกเลี่ยงไม่ให้ตนเองเป็นโรคถุงลมโป่งพองจะดีกว่า โดยเริ่มจากการเลิกสูบบุหรี่ หรือลดการสูบบุหรี่อย่างเป็นประจำสวมใส่หน้ากากป้องกัน เมื่อจำเป็นจะต้องไปอยู่ในพื้นที่ที่มีฝุ่นหรือสารพิษเป็นเวลานาน #โรคถุงลมโป่งพอง #การดูแลตนเองเบื้องต้น

ปวดหลังอาการเรื้อรังสำหรับคนยุคปัจจุบัน

ปวดหลังอาการเรื้อรังสำหรับคนยุคปัจจุบัน

เดิมอาการปวดหลังหรือปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อลำตัวมักจะพบมากในกลุ่มผู้สูงอายุ และกลุ่มผู้ทำงานหนักเช่นการแบกหาม หรือก่อสร้างต่างๆ ทั้งนี้ รวมทั้งกลุ่มผู้ต้องใช้ทักษะฝีมือการขับรถยนต์ขนส่งเป็นเวลาติดต่อกัน หากแต่ในปัจจุบันสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปทำให้อาการปวดหลังสามารถเป็นกันได้เกือบทุกเพศทุกวัยแล้ว โดยเฉพาะหนุ่มสาวในวัยทำงานที่ต้องนั่งทำงานหลังขดหลังแข็งอยู่ที่โต๊ะทำงานตนเองหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ ในบทความนี้เราจึงขอนำสาเหตุในการเกิดโรคปวดหลังมาให้ท่านทราบดังต่อไปนี้ 1.นั่งไม่ถูกท่าพาปวดหลัง แน่นอนหลายคนมักมองว่าการจะนั่งบนเก้าอี้ นั่งท่าไหนก็ได้เอาที่เราสบายใจ แต่ในความเป็นจริงแล้ว การนั่งบนเก้าอี้ให้ถูกวิธีก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยไม่ให้เกิดอาการปวดหลังต้องเข้าใจด้วยว่าเก้าอี้ต่างๆ ที่ถูกทำขึ้นมา โดยเฉพาะเก้าอี้สำนักงานที่ให้เรานั่งทำการนั้นมันไม่ใช่ออกแบบมาเฉพาะให้เรานั่งได้ แต่ออกแบบคำนึงถึงสรีระและท่าทางของผู้นั่งด้วย เพราะฉะนั้นเราควรนั่งให้ถูกวิธีโดยนั่งติดขอบของเก้าอี้ไม่ปล่อยให้หลังโค้งงอ แต่ยังตึง และหลังชิดพนักพิงปรับระดับความสูงของเก้าอี้ให้เท้าแตะพื้นอย่างพอดีไม่ขาลอย จะได้ไม่เกิดพลาดพลั้งล้มลงมาได้ และไม่นั่งในท่าคุกเข่า และพับเพียบ หรือขัดสมาธิเป็นเวลานานจนเกินไป เพราะจะทำให้เกิดอาการปวดหลังที่กระดูกสันหลังได้ 2.น้ำหนักตัวมากหรืออ้วนเกินกว่าค่ามาตรฐาน โดยปกติร่างกายคนเราจะมีค่ามาตรฐานอยู่ว่าความสูงเท่าใดไม่ควรมีน้ำหนักเกินเท่าใด ซึ่งสามารถศึกษาดูเพิ่มเติมได้ง่ายๆ หากเมื่อไหร่ก็ตามที่เราปล่อยให้ร่างกายนี้ มีน้ำหนักหรืออ้วนจนเกินไปจะทำให้ร่างกายต้องรับภาระหนัก โดยเฉพาะข้อต่อของกระดูกสันหลังและหมอนรองกระดูกสันหลังที่ต้องรับภาระในการรับน้ำหนักที่คนสร้างให้ตัวคุณเองเพิ่มมากขึ้น นานเข้าก็จะเกิดอักเสบและเกิดอาการปวดหลังขึ้นได้วิธีแก้ไขง่ายๆก็คือการออกกำลังกายเป็นประจำเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรงเผาผลาญไขมันส่วนเกินออกไปเพื่อให้หุ่นผอมเพียวดูดีอีกด้วย 3.ยกของผิดท่าทาง คุณน่าจะเคยได้ยินหรือเห็นว่ามีคนบางคน โดยเฉพาะคนที่เริ่มอายุมากขึ้นก็ล้มตัวลงยกของต่างๆและเกิดผิดพลาด ทำให้เกิดอาการปวดหลัง หรือจะเคล็ดขัดยอก การยกของที่ถูกวิธีควรย่อเข่าลงนั่นยกของให้ชิดตัวจากนั้นใช้กำลังขาค่อยๆยกของขึ้น ไม่ใช่ใช้กำลังแขนเพียงอย่างเดียว เพราะจะไม่สามารถรับน้ำหนักได้ 4.เป็นสิงห์อมควัน สิงห์อมควันหรือนักสูบบุหรี่ทั้งหลายอาจจะไม่ทราบว่าสารนิโคตินที่อยู่ในบุหรี่ที่คุณสูบเข้าไปทำให้หมอนรองกระดูกเกิดอาการขาดออกซิเจน และมีการเสื่อมสภาพร่างกายเร็วกว่าคนทั่วไป ที่ไม่สูบบุหรี่ และแน่นอนว่ามันจะทำให้เกิดอาการปวดหลังว่าขึ้นตามไปด้วย เพราะฉะนั้นเลือกได้ก็ควรเลิกจะทำให้ร่างกายสุขภาพแข็งแรงด้วยนะ 5.ชอบนอนคว่ำนานๆ คนบางคนโดยเฉพาะหนุ่มสาวทั้งหลายและเด็กๆมักชอบนอนคว่ำทำกิจกรรมต่างๆไม่ว่าจะอ่านหนังสือเล่นคอม เล่นมือถือ โดยไม่รู้เลยว่าอาจจะทำให้กระดูกสันหลัง และเกิดอาการอักเสบขึ้นได้ทำให้เกิดอาการปวดหลังจึงควรหลีกเลี่ยงท่านอนต่างๆ อาการปวดหลัง อาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ

ดูแลตัวเองอย่างไร ให้ตัวคุณเองห่างไกลจากโรคโควิด 19

ดูแลตัวเองอย่างไร ให้ตัวคุณเองห่างไกลจากโรคโ

เมื่อเกิดไวรัสชนิดใหม่อย่างโควิด 19ขึ้นมาบนโลกของเรา การรับมือและแก้ปัญหานั้นเป็นเรื่องสำคัญ เนื่องจากสถานการณ์ของโรคดูแย่ลง มีผู้ที่ได้รับผลกระทบและเจ็บป่วยจากเชื้อไวรัสชนิดนี้เพิ่มมากยิ่งขึ้นทั่วโลก จึงเป็นเรื่องที่เราต้องระวัง รวมถึงกักตัวเมื่อสงสัยว่าติดโรคด้วย แต่สำหรับผู้ที่ยังไม่ติดเชื้อไวรัสชนิดนี้ ก็ต้องอยู่บ้านเพื่อป้องกันการติดโรค เราจึงขอแนะนำวิธีดูแลตนเอง ดังนี้ หมั่นล้างมือให้สะอาด             การทำความสะอาดมือเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะช่วยกำจัดเชื้อโรคได้เป็นอย่างดี โดยสามารถล้างมือด้วยน้ำสะอาดและสบู่ หรือหากอยู่นอกสถานที่ ก็สามารถพกพาเจลแอลกอฮอล์ไปล้างมือได้ด้วย ในวันหนึ่ง มือของเราสัมผัสสิ่งของต่าง ๆ และผู้คนมากมาย หากไม่ทำความสะอาดให้ดี ก็อาจนำเชื้อไวรัสนี้เข้าสู่ร่างกายของคุณโดยที่ไม่รู้ตัวเลยก็ได้ ออกกำลังกายเป็นประจำ             การสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายได้ง่ายที่สุด ก็คือ การออกกำลังกาย สร้างความแข็งแรงให้กับร่างกาย โดยเฉพาะปอดของเราด้วย ถ้าหากต้องการออกกำลังกาย ควรเลือกกิจกรรมที่สามารถทำที่บ้านได้ เช่น การแพลงก์ ซิทอัพ วิ่งบนเครื่องออกกำลังกาย โยคะ เป็นต้น ซึ่งจะช่วยให้คุณออกกำลังกายได้ทุกเวลา ช่วยให้ร่างกายแข็งแรงได้ อีกทั้งยังห่างไกลจากไวรัสอีกด้วย ได้สุขภาพที่ดีง่าย ๆ ไม่ต้องเดินทางออกไปไหนเลย ได้ทั้งป้องกันโรคและยังช่วยให้สุขภาพดีขึ้นด้วย หลีกเลี่ยงการเดินทางในพื้นที่เสี่ยง             หลายท่านที่ต้องเดินทางไปทำงาน ยังจำเป็นต้องไปทำงานอยู่ ไม่สามารถ work from home ได้ […]

เพิ่มน้ำหนัก

เพิ่มน้ำหนัก

คำที่ใครหลายๆ คนใช้และตีความไปในทางที่ผิด มันไม่ใช่ช่วงที่คุณจะใช้เป็นข้ออ้างให้ปล่อยอ้วนได้ สุดท้ายคุณก็จะต้องมาเหนื่อยลดไขมันที่เพิ่มขึ้นมา เจอปัญหาหนังย้วย เจอปัญหาสุขภาพต่างๆตามมา ควรจะคุม Fat ให้อยู่ในช่วงที่ไม่อ้วนจนเกินไป ไม่ Cheat Meal หรือกินจุกจิกบ่อยเกินไป ทานได้มั้ย ทานได้แน่นอนครับ ใช้ชีวิตให้สนุก ทานให้อร่อย ทานให้สบายใจ แต่เราต้องหาจุดสมดุลด้วย  เพราะถ้ายิ่ง Fat เยอะมาก ฮอร์โมนต่างๆในร่างกายยิ่งแปรปรวน เกิด Low Testosterone Production, Insulin Resistance, Lower Growth Hormone Production, Higher Cortisol, Higher Estrogen ไม่ค่อยเป็นผลดีเท่าไร ทริคง่ายๆ เปลี่ยนความคิดซะ เปลี่ยนภาษาศาสตร์ที่ใช้ จาก ช่วงเพิ่ม ‘น้ำหนัก’ เป็น ช่วงเพิ่ม ‘กล้ามเนื้อ’ แทน สมองเราก็จะมาโฟกัสที่ ‘กล้ามเนื้อ’ ไม่ใช่น้ำหนัก ความคิดและการกระทำต่างๆ ก็จะปรับเปลี่ยนไปตามภาษาที่เราใช้เอง เราก็จะทานโปรตีนมากขึ้น ทานอาหารที่คุณภาพดีมากขึ้น […]